นิทานจ้าวหล้า ตอน หมาดำ หมาขาว


เริ่มเผยแพร่วันที่ : 28 พ.ย. 2559, 00:00


ตอนที่ 4 หมาดำ หมาขาว "ขอแล้วได้ ไม่ขอ...ก็...อด"

บ่ายวันหนึ่งขณะที่ชานีนั่งรับประทานก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นหมูริมฝั่งแม่น้ำโขง ข้างพระธาตุกลางน้ำ มีหมาดำ-หมาขาว คู่หนึ่งเดินผ่านมาอีกฝั่ง ตรงข้ามกับที่ชานีนั่งอยู่ จะเป็นหมาของชาวบ้านแถวนั้น หรือเป็นหมาที่เดินพลัดหลงมาก็ไม่ทราบ แต่ดูท่าทางมันโทรม ๆ เหงา ๆ ไม่สดชื่น ขณะที่ชานีกำลังใช้ตะเกียบคีบลูกชิ้นขึ้นใส่ปากเจ้าหมาขาว ก็เดินข้ามถนนตรงมาหาชานีพร้อมนั่งแปะลงข้าง ๆ ขณะที่เจ้าหมาดำเดินผ่านเลยไป
ชานีให้ความสนใจมันเล็กน้อย ก่อนจะใส่ลูกชิ้นเข้าไปในปาก...เจ้าหมาขาว มองหน้าชานีทำตาละห้อย...ดูน่าสงสาร
“แกคงจะหิวใช่มั้ย...? เอ้า...ฉันให้ลูกหนึ่ง...”
ชานีหย่อนลูกชิ้นให้มันหนึ่งลูก....ลูกชิ้นหมูลูกนั้นยังไม่หล่นถึงพื้น เจ้าหมาขาวก็ขยับตัวเร็วรี่เข้างับลูกชิ้นกลางอากาศ ไม่ยอมให้ลูกชิ้นตกถึงพื้น...แล้วขยอกกลืนแบบไม่เคี้ยว...
“ไปหิวโซมาจากไหนเนี่ย...หรือว่าหลงทางมา?”
ชานีพูดกับมัน แบบไม่ต้องการคำตอบ แล้วก็หย่อนลูกชิ้นเพิ่มให้มันอีกหนึ่งลูก
“แกเอาไปสองลูกพอนะ...เหลือให้ฉันกินมั่ง”
แล้วชานีก็เลิกใส่ใจเจ้าหมาขาวตัวนั้น...หันหน้ามาหาชามก๋วยเตี๋ยวของตัวเอง...
เพิ่งจะซดก๋วยเตี๋ยวคำแรก และเคี้ยวลูกชิ้นยังไม่ทันกลืน เจ้าหมาขาวแขกผู้ไม่ได้รับเชิญ ก็วางเท้าหน้าของมันแมะลงบนหัวเข่า...ส่งสายตาละห้อยอย่างน่าสงสารมากที่สุดเท่าที่มันจะทำได้มาที่ชานี....
วันนั้นก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นชามละสามสิบบาท มีลูกชิ้นหมู 8 ลูก...เจ้าหมาขาว ใช้วิธีการขอขั้นเทพ ฉกลูกชิ้นไปจากชามก๋วยเตี๋ยวของชานี 6 ลูก โดยไม่ได้จ่ายสักบาทเดียวแล้วเดินจากไปอย่างแฮปปี้ ชานีคนจ่ายเงินได้กินลูกชิ้น 2 ลูกกับเส้นและน้ำซุป...หลังจากเจ้าหมาขาวเดินจากไปแล้ว ชานีจึงมาฉุกคิดแบบตลก ๆ ขึ้นได้ว่า 
“เจ้าขาว...นายแน่มาก....เงินก็ไม่ได้จ่าย แต่กินไปตั้ง 6 เม็ด”
“มันเก่งมาก ใช่หรือไม่ชานี ?” “ใช่จ้าวหล้าฯ มันสุดยอดจริง ๆ สายตาอันน่าสงสารของมัน พิฆาตจนหัวใจข้าฯอ่อนละทวยต้องยอมตามที่มันขอ...” 
ชานีพูดติดตลก...
“มันง่าย ๆ ดั่งนั้นเอง.ชานี..ร้องขอแล้วจะได้...ไม่ขอก็ไม่ได้ มันยากตรงไหน?” จ้าวหล้าฯสรุปอย่างพระอารมณ์ดี
“ใช่ท่าน...มันง่ายจริง ๆ เพียงแต่จะทำหรือไม่ทำเท่านั้น ขอก็ได้ ไม่ขอก็...อด” ชานีเห็นด้วยที่ท่านว่า
“เจ้าเห็น หมาดำตัวที่เดินผ่านเจ้าไปไหม? มันไม่ได้รับอะไรจากเจ้าแม้แต่อย่างเดียว เพราะมันไม่หยุดขอ มันไม่สนใจที่จะร้องขอ ใครเล่าจะหยิบยื่นสิ่งดี ๆ ให้มัน เจ้าคงจำได้เมื่อหลายปีผ่านมา เจ้าไม่รู้จักที่จะขอ เจ้าไม่ก้มหัวที่จะกราบไหว้เพื่อให้จ้าวปู่-จ้าวย่าประทานพร ทุกอย่างเจ้าพากเพียร ต่อสู้ด้วยกำลังกายอันน้อยนิดของมนุษย์ กำลังใจอันอ่อนล้าเพราะพบเจอแต่วาจาอันปรามาส ส่อเสียด บั่นทอนและทิ่มแทงหัวใจ อรุณรุ่ง จนพระอาทิตย์ตกดิน...มีแต่ความรันทดท้อ ในชั่วเวลาที่คู่ครองอันเป็นที่รักของเจ้าจากไป...กาลครั้งนั้นข้า และจ้าวปู่-จ้าวย่าเวทนาเจ้านัก.....มหามงคลถ้วนทุกพระองค์ต่างรู้ว่าเจ้าเป็นคนดี แต่เจ้าไม่เรียกร้องอันใด...เจ้าไม่ก้มกราบขอความช่วยเหลือ...ไม่ขอรับพรใด ๆ แล้วใครเล่าจะเข้าไปช่วยเจ้าได้...ไม่ใช่กิจธุระที่จะก้าวก่ายได้ ถ้าเขาไม่อนุญาตและร้องขอ....ตราบเมื่อเจ้าได้สำนึก สำเนียกแล้วก้มลงกราบเพื่อรับพร
แล้วเจ้าก็ได้รับในสิ่งประเสริฐนั้น....อย่างไม่ยากเย็นเลย.”
น้ำตาชานีรื้อที่หัวตา...เมื่อหวนคิดถึงคืนวันอันแสนทรมารที่ผ่านมา หนึ่งชีวิตนั่งชันเข่าพิงฝา ในวันที่สามีอันเป็นที่รักจากลาไปแสนไกลไม่หวนกลับ และมีหนี้สินมากมายรอให้ชดใช้แต่ไม่รู้ว่าจะหาเงินมาจากไหน...เพราะยิ่งดิ้นรนหาก็ยิ่งเหนื่อย แล้วพอเหนื่อยมาก ๆ ก็ยิ่งท้อ และหมดกำลังใจ 
ในใจตอนนั้นพร่ำบอกตัวเองแต่คำว่า 
“สู้สิชานี เกิดมาเป็นคนมันต้องสู้...สู้...สู้....ไม่มีเขาเราก็ต้องอยู่ให้ได้...สู้ต่อไป...สักวันเราคงจะได้ดี...”
วันไหนล่ะ ? เราจึงจะได้ดี...
คืนหนึ่งในภวังค์ ครึ่งหลับครึ่งตื่น...ความรู้สึกเหมือนเห็นสุภาพสตรีผู้มีเมตตาท่านหนึ่ง ในตอนนั้นเหมือนเรารู้จักท่าน และท่านก็รู้จักเรา แว่ว ๆ เหมือนได้ยินท่านบอกว่า . “ก้มลงกราบ แล้วขอพรเถิดชานี...และสิ่งดี ๆ จะบังเกิดแก่ลูก จงเชื่อว่าเจ้าเป็นคนดี ควรได้รับความเมตตา จากจ้าวปู่-จ้าวย่า แล้วเหตุการณ์ร้าย ๆ ก็จะกลับกลายเป็นดี”
ไม่น่าเชื่อ เมื่อชานีเปลี่ยนความคิด...ก้มลงกราบขอพรจากจ้าวปู่-จ้าวย่า องค์พญานาคราช-พญานาคิณีสิ่งประเสริฐก็บังเกิดกับชีวิตชานีจริง ๆ รายละเอียดที่ได้รับพรเยอะมาก ๆ เหมือนคุยโม้ ตั้งแต่ได้รถ ได้บ้านได้ชื่อเสียงเกียรติยศ เงินทอง ข้าวของ ประดามี ทั้ง ๆ ที่ทำเหมือนเดิมทุกอย่าง ไม่ได้ขยัน หรือทำงานหนักมากขึ้นกว่าเดิมเลย เพียงแต่เพิ่มการอธิฐานจิต ตั้งเป้าหมาย กราบเรียนให้จ้าวปู่-จ้าวย่าได้รับทราบว่าเราอยากจะได้อะไร แล้วก็ทำตามเป้าหมาย แบบทำไปเรื่อย ๆ ทุกวันขยับเข้าหาเป้าหมายทีละนิดๆ แล้วก็สำเร็จมาทีละ เปาะ ๆ แบบงง ๆ ว่าได้อันนั้น...อันนี้ ขึ้นมาได้อย่างไร? แล้วที่สำคัญเมื่อใจเราสบาย ไม่กดดัน ไม่เคร่งเครียด ไม่ต้อง สู้เว้ย...!! สู้เว้ย..!! เราก็เลยไม่เหนื่อย ทำไปแบบชิว ชิว เรื่อย ๆ แต่ทำไม่หยุด มันกลับสร้างความสงบสุขให้เกิดกับจิตใจ และมีแต่สิ่งดี ๆ ไหลเข้ามาในชีวิต...
มันยากตรงไหน..!!!..กับการดำเนินชีวิตไปเหมือนเดิมขยันเหมือนเดิม ทำเหมือนเดิม แต่เพิ่มแรงอธิฐานจิต เพิ่มเป้าหมาย แล้วขอพร ให้จ้าวปู่-จ้าวย่า มหามงคลประทานพร ก่อนนอนก็คิดเหมือนติอต่อกับจ้าวปู่-จ้าวย่าสักนิด ฉายภาพในฝันของเราให้ท่านทราบ ว่าข้าพเจ้า...(ชื่อตัว ผู้ขอพร) คู่ควรกับการได้รับสิ่งนี้....(ขอเป็นรูปภาพ เด่นชัด มั่นคง ดั่งได้แล้วจริง ๆ)
ขอจ้าวปู่-จ้าวย่าเมตตาประทานพรให้ลูก...(ชื่อ-นามสกุลเรา)ได้รับสิ่งนี้ ในเวลา(กำหนดเวลา ที่เราคำนวณแล้วว่าไม่ช้า และไม่เร็วเกินไปสำหรับเรา) นี้..ด้วยเทอญ.
“เมตตัญจะ มหาลาโภ ปิโยนาคะ ขันธปริตตัง”
แล้วจะพบสิ่งอันมหัศจรรย์เกิดขึ้นในชีวิตอย่างอธิบายไม่ได้นี่แหละ....คำนิยามที่ว่า “สิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง” ช่วยลูกหลานพญานาคราช-พญานาคิณีอย่างพวกเราผู้เป็นคนดีได้จริง ๆ

ในภาพอาจจะมี 1 คน


แสดงความคิดเห็น :
ชื่อผู้สอบถาม :
ข้อความ :