นิทานจ้าวหล้า ตอน เมื่อขอพรแล้วสำเร็จผล จงตอบแทน


เริ่มเผยแพร่วันที่ : 28 พ.ย. 2559, 00:00


ตอนที่ 5
เมื่อขอพรแล้วสำเร็จผล จงตอบแทน
“ด้วยสำนึกคุณ” ด้วยใจ มิใช่สิ่งของ
“หลายครั้งที่มีคนมาถามข้าฯว่า อาจารย์ชานี....ถ้าเราอยากจะได้อะไร อยากจะทำอะไรให้สำเร็จแต่ละอย่างเราจะบนบาล ศาลกล่าว กับจ้าวปู่- จ้าวย่า อย่างไรและต้องเอาอะไรไปแก้บนท่าน จ้าวหล้าฯ ข้าฯคงจะต้องถามท่านตรง ๆ แล้วล่ะว่า จะทำอย่างไร ถึงจะถูกพระทัยจ้าวปู่-จ้าวย่า ถูกพระทัยมหามงคลถ้วนทุกพระองค์...?”
คำถามยอดฮิตอีกอย่างที่อาจารย์ชานี อยู่กับความศรัทธา และการบูชาพญานาคมานาน มักจะถูกถามอยู่ตลอด ว่าจะ ติดสินบน (บน) อย่างไร ?ถึงจะได้เงิน...ได้ทรัพย์สินเงินทอง และถ้าได้แล้วจะทำอย่างไร? (ประมาณว่าขอแล้วท่านให้ จะตอบแทนคืนอย่างไร? ) จ้าวหล้าฯ เคยเล่าประทานนานแล้วด้วยเมตตา แต่วันนี้จะถามเพื่อพี่ ๆ น้อง ๆ ของเราทั้งหลาย ให้ทราบตรงตามที่ท่านบอก (ที่เป็นสายนาคราชบ้านบูชาพญานาคนะคะ 
สายอื่นคงไม่กล้าก้าวก่าย...) “ชานีเอ๋ย...ในดาวโลกดวงนี้ จะหาใครร่ำรวยด้วยทรัพย์ศฤงคารเทียบเท่าพญานาคราช พญานาคิณี หาได้ไม่ ทรัพย์สิน เงินตรา มหาประดามี ทั้งบ้าน ทั้งรถ ทั้งที่ดิน ที่ดอนทั่วพื้นปฐพี ที่มนุษย์ใช้อยู่นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นสมบัติของพญานาคราช-พญานาคิณีทั้งหมดทั้งสิ้น พื้นมนุษสาโลก คือเปลือกนอกสุดของเมืองบาดาล
ด้วยเหตุนี้ข้าจึงบอกย้ำเป็นหนักหนาว่า อย่าบนบาลศาลกล่าว แต่ให้อธิฐานจิตขอ....เพราะจ้าวปู่-จ้าวย่า องค์พญานาคราช-พญานาคิณีมหามงคลถ้วนทุกพระองค์มีทรัพย์สินมหาศาลจนประมาณมิได้ ท่านอยู่ในปางทานบารมี จาคะ เป็นปวารณาของท่าน การบนบาลศาลกล่าว เหมือนดั่งการเจรจาแลกเปลี่ยนต่อรอง ยาจกยากไร้ กับมหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ ช่างไม่เจียมตัวและน่าละอายยิ่งนัก และเจ้าก็คงรู้ว่า ถ้วนทุกพระองค์ท่านเป็นทิพย์ ท่านจะไม่มากินดิบกินดายอะไรจากมนุษย์ที่นำมาแก้บน นำมาน้อมถวาย ทั้งหมดทั้งสิ้น “
“ไข่ต้มก็ไม่ได้เหรอท่าน? เห็นคนเขาเอามาแก้บน เอามาถวายกันเยอะมาก ไปที่ไหนก็เจอ เอิ้ก ๆ ” ชานีอดถามกึ่งตลกกับท่านไม่ได้ “ถ้าเขาทำด้วยบริสุทธิ์ใจ ด้วยรู้เท่าไม่ถึงการ ก็อย่าได้คิดตำหนิติเตียน แต่ถ้ารู้อย่างถ่องแท้เช่นเจ้า เจ้าย่อมประจักษ์แจ้งแก่ใจว่า ไข่ต้ม หรือของคาวใด ๆ เป็นที่สะอิดสะเอียนยิ่งนักกับเทพไท้ เทวา แต่ถ้าเป็นข้าวตอกดอกไม้ หรือผลหมาก(ผลไม้ทั่วไป) รากไม้(พืชประเภทเผือก มัน ที่อยู่ใต้ดิน) ถั่ว งา ประดามี ก็ถือว่าเขาสามารถนำมา...น้อมสำนึกคุณได้”
อาจารย์ชานีขออนุญาตอธิบายให้ทราบว่า คนทั่วไปชอบบนบาล...การบน...คือการต่อรองให้สินบน หรือบนบาลศาลกล่าวจะเหมือนดูถูกท่าน แต่การขอถือว่าเรานอบน้อม เหมือนเราเป็นลูก ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้มากมายเพราะยังเล็ก ก็ขอเงินทอง ข้าวของจากพ่อแม่ที่มีเงิน มีทอง มีของ เราก็ไม่ได้ใช้คืนท่าน แต่ทำตัวเป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่าย เชื่อฟังพ่อแม่ เป็นการตอบแทน อะไรประมาณนี้ค่ะ
เน้น...ย้ำ...พวกเราอย่าบนเลยค่ะ...ให้ขอพรท่าน ท่านอยู่ในปาง "ทานบารมี" เมื่อเราได้รับพร เพราะเราควรคู่กับพรอันประเสริฐนั้น เราก็สำนึกคุณ คือทำความดีตอบกลับคืน ทำบุญกับพระพุทธศาสนาแทนท่าน หรือทำในนามท่าน อธิฐานส่งผลบุญคุณงามความดีถึงท่าน จะประเสริฐมาก
คำว่า "ขอ..." คือ ขอ ไม่ใช่ "ยืม" ที่จะต้องจ่ายคืนกลับบางทีอาจจะต้องจ่ายพร้อมดอกเบี้ย...แต่การขอ ก็คือได้รับโดย จาคะ ความหมายคือไม่ต้องตอบแทนคืน มิต้องจ่ายคืน ส่งคืน นอกเสียจากว่าเรารู้สึกของความเป็นคนดี สำนึกคุณ และทำดีตอบแทนกลับ การถวายสักการะ ด้วยข้าวตอกดอกไม้ บายศรี นั้นถือว่าเป็นที่โปรดปรานยิ่งนักทั้งต่อเทพเทวา และพญานาคค่ะ ประมาณว่า ท่านชอบของสวย ๆ งาม ๆ จิตใจที่น้อมสำนึกคุณ มากกว่าจะเอาอาหารการกินไปถวาย
ยกตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ นะคะ...
สมมุติเราอยู่บ้านเราเป็นร้านขายของอะไรสักอย่าง แล้วมีเพื่อนคนหนึ่งมาหาชื่อนายกอ จะมาซื้อของบ้านเรา เขานั่งแท็กซี่มา เอาแบงค์พันให้แล้วแท็กซี่ไม่มีทอนก็เลยมายืมเรา 
“เธอ ๆ เราขาดเงินอยู่ร้อยบาทให้แบงค์พันเขาไม่มีทอน ยืมให้แทกซี่ร้อยหนึ่งก่อนนะ เดี๋ยวคืน” เราก็ล้วงเงินให้เขาไป หนึ่งร้อยบาทตามที่เขาเอ่ยปากยืม....เสร็จภารกิจ นายกอก็กลับบ้านไป โดยไม่ได้เอาเงินหนึ่งร้อยบาทจ่ายคืนให้เรา ความหมายคือ นายกอ คนนี้เป็นหนี้เราร้อยบาท (เราก็หงุดหงิดว่าเขาติดหนี้เรากลับไปโดยไม่จ่ายเงินคืน แล้วหมายมั่นว่า เห็นหน้าอีกทีต้องทวงเงิน หนึ่งร้อยบาทของเราคืนให้ได้)
อีกหนึ่งชั่วโมงถัดมา นายขอ นั่งแท็กซี่มาหาเราแล้วไม่มีเงินค่าแท็กซี่ “เธอ ๆ เงินเราหมดดีนะยังมาถึงบ้านเธอได้ ขอเงินเราสักร้อยเถอะ เดือนนี้แป็กจริง..ๆ.” เราอิดเอื้อนเล็กน้อย แต่ในที่สุดก็ล้วงให้เพื่อนไปจ่ายค่าแท็กซี่หนึ่งร้อย...นายขอคุยเล่น และทำภาระกิจเสร็จก็กลับบ้านเราก็ไม่ได้คิดอะไร ให้เงินเขาฟรีเพราะ เขาขอ...ไม่มีภาระที่จะต้องใช้คืนใด ๆ เขากลับไปก็จบ เจอหน้ากันครั้งหน้า ก็ไม่มีหนี้สินอะไรติดพัน เพราะให้เขาไปเพราะเขาขอ ไม่ใช่ยืม อย่างมากก็แค่คิดว่า ไอ้เพื่อนคนนี้เมื่อไหร่มันจะมีเงินนะ เจอหน้ามันทีไร มันจนทั้งปี...แล้วก็แค่ส่ายหัวอย่างเบื่อหน่ายเท่านั้นเอง
ขอพร...ก็คือ ขอ ตอบแทนคืนด้วยสำนึกคุณท่านก็ยิ่งจะทำให้ท่านเมตตาเรามากขึ้นเราระลึกนึกถึงท่านด้วยใจ นั่งสมาธิถวายท่าน สวดมนต์ถวายท่าน ทำบุญถวายในนามท่าน ช่างแสนประเสริฐอย่างที่สุด
แต่ถ้าบนบาลศาลกล่าว ต่อรอง...ถ้าได้สำเร็จอันนี้ จะให้อันนั้น อาจจะใช้กับอย่างอื่นได้ แต่กับองค์พญานาคราช พญานาคิณีท่านยิ่งใหญ่ เกิดกว่าทรัพย์สมบัติ สิ่งของของมนุษย์ทั้งหลายจะทำให้ท่านพอพระทัยได้ อย่าลืมว่าท่านไม่มีร่าง ท่านใช้เราเป็นสะพานบุญ สร้างบุญเพื่อท่าน 
“ข้าเชื่อมั่น ในความดีงามของเหล่า ลูกหลานจ้าวปู่-จ้าวย่า ผู้กราบไหว้บูชาพญานาคราช - พญานาคิณีทั้งหลายทั้งปวงว่า เป็นคนดี ชานี พวกเขา สวดมนต์ไหว้พระ เป็นพวกติดดี ดัดจริตดี เสแสร้งแกล้งละเว้นอบายมุข แสดงตัวว่าเป็นพวกจิตใจสูงส่งอยู่ในศีลธรรมอันดี ชอบทำบุญให้ทานรักสงบ โอบอ้อมอารี...เขาแกล้งเสแสร้งทำตัวว่า จิตใจผ่องใส คิดดี ทำดี อย่างนี้เป็นวัน เป็นเดือน เป็นปีหารู้ไม่ว่า การหลอกลวงตนเองให้เป็นคนดีเมื่อนานเข้า เขาก็เลยกลับกลายเป็นคนดี คนประเสริฐไปทั้งหมดทั้งสิ้น...ไม่สามารถละเมิดศีล ไม่อาจจะกลับไปกระทำชั่วได้อีกเพราะเขาได้หลุดผ่านเข้ามาในอาณาจักรของมนุษย์ผู้ประเสริฐเสียแล้วด้วยเหตุนี้ เขาจึงคู่ควรกับการอธิฐานจิตร้องขอ และได้รับพรอันประเสริฐจากจ้าวปู่-จ้าวย่า พญานาคราช-พญานาคิณี จงไปบอกพวกเขาว่า ยุกต์พระศรีอริยเมตไตรย ไม่ต้องรอให้พ้นห้าพันวรรษา เป็นกัป เป็นกัลป์ เป็นอสงไขใด ๆ เลย เพียงแต่พวกเจ้าทั้งหลายผู้มีจิตใจงดงาม รวมตัวรวมใจกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นหมู่เป็นคณะ สร้างอาณาจักรบุญอันดีงามขึ้นมาในเมืองแห่งนั้นจะมีแต่คนดี คิดดี ทำดี ประกอบสัมมาชีพอันดี อยู่ร่วมกันอย่างสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ก็จะได้ชื่อว่าเข้าสู่พระศรีอริยเมตไตรยในยุคสมัยพระสมณโคดมแล้ว ดั่งนั้นแล.”
“สาธุ สาธุ สาธุ เจ้าข้า...จ้าวหล้า ข้าก็อยากมีเมือง แบบนั้นเกิดขึ้นในแผ่นดินเหมือนกัน...พวกเราลูกหลานพญานาค คงจะได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ร่มเย็น 
พริ้มตาหลับ รับภาพฝันอันบรรเจิด
ก้าวไปเปิดประตูสู่โลกใหม่...
มิใช่พรหมสรรสร้าง แต่อย่างใด
หากเกิดได้...ด้วยจินตนาการ..
ท่านบอกข้าฯว่า อะไรก็ตามที่ใจมนุษย์ไปถึง
และเชื่อมัน ศรัทธาว่ามันมีสิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง สิ่งนั้นก็จะพลันบังเกิดขึ้นในโลกจริง ๆ...ข้าอยากสร้างให้เมืองบาดาลจำลอง หนองคาย ของเราเป็นเมืองในฝันอันแสนประเสริฐนั่นจริง ๆ เลยท่าน ข้าฯจะชักชวนเพื่อน ๆ ของข้าที่ข้ารักและปรารถนาดี ฝันถึงเมืองในอุดมคตินี้ด้วยกัน เราจะสร้างบ้านอยู่ด้วยกัน เราจะปลูกข้าวไร้สารพิษกินกัน เราจะปลูกพืชสมุนไพร ไม่ต้องพึ่งหมอสมัยใหม่ สร้างศาลาอโรคยารักษาโรค ซึ่งข้าฯรู้สูตรยาสมุนไพรมากมายเลยที่ท่านสอนข้าฯไว้ เราจะไปนั่งจิบน้ำชาตอนสาย ๆ ด้วยกัน คุยสนทนาธรรม เราจะสร้างลานเดินจงกรม และมีโอกาส กราบขอพรจ้าวปู่-จ้าวย่า ข้าจะสร้างให้ครบถ้วนทุกพระองค์ เอาขนาดใหญ่ สองเมตรกว่า แล้วก็เล่าพระราชประวัติถ้วนทุกพระองค์เราจะทำบ้านถ้ำ เราจะทำบ้านดินอยู่กันอย่างมีความสุข เป็นเพื่อนกันจนวันตาย.......แต่ถ้า....ใครตายก่อนเลิกคบ...เอิ้ก ๆ”
“ถ้าพวกเจ้าร่วม...และรวมใจ รวมกาย สามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มิสั่งคลอน...พวกเจ้าจะได้ในสิ่งที่ฝันอย่างมิพักต้องสงสัยชานี....”
“สาธุ...ขอให้เป็นแบบนั้นทีเถอะ...คงจะเป็นอะไรที่ประเสริฐที่สุดในชีวิตของข้าฯ และญาติธรรม เพื่อนสนิทมิตรสหาย ที่ข้ารัก ทั้งหลาย...เลยทีเดียว....ข้าฯปวารณาแล้วท่าน ข้าฯจะชักชวนเพื่อน ๆ ผู้ดัดจริตดีทั้งหลายของข้าฯ สร้างเมืองนี้ให้สำเร็จท่าน ข้าฯขอสัญญา.”

ไม่มีข้อความกำกับภาพอัตโนมัติ


แสดงความคิดเห็น :
ชื่อผู้สอบถาม :
ข้อความ :
apicha_codelabel@hotmail.com
เรียน อาจารย์ชานี

อ่านแล้วอยากขอบคุณครับสำหรับสิ่งดีๆ ทุกกระทู้ที่อ่านในนี้ดีทุกอย่าง ผมคนนึงไม่เคยร้องขอ แต่หลังๆเวลาสวดมนต์จะขอพรท่าน เราก็พลาดไปหลายอย่างไม่ชัดเจน แต่ต่อไปนี้จะชัดเจนและส่งบุญกุศลทุกอย่างที่ทำให้เทพนาคราช เจ้าปู่เจ้าย่าทุกพระองค์ ขอบคุณมากๆครับสำหรับกระทู้ดีๆแบบนี้ จะต้องหาโอกาศไปที่ร้านบูชาพญานาคให้ได้ครับ ไปกราบขอพรกับเจ้าหล้าและมหาบารมีทุกๆพระองค์ครับ