เกี่ยวกับ บ้านบูชาพญานาค


ประวัติบ้านบูชาพญานาค

และประวัติ ชนารันรัตน์ (ชานี) พาว์ลิตซ์

ชนารันรัตน์ พาว์ลิตซ์ (ชานี) เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๗ ปีมะโรง ที่อำเภอบ้านใผ่ จังหวัดขอนแก่น เป็นบุตรสาวคนสุดท้องของ นายวิสงค์-นางคำพอ ตันทะวงษ์
  • โรงเรียนแห่งแรกคือโรงเรียนเทศบาล ๒ บำรุงเมือง จังหวัดนครพนม แต่มาเรียนจบชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนบ้านหนองบัว จังหวัดอุดรธานี
  • จบมัธยมศึกษาปีที่ ๕ (ม.ศ. ๕) ที่โรงเรียนสตรีราชินูทิศ จังหวัดอุดรธานี
  •   ชานีมีใจรักในการทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก และมีความเชี่ยวชาญในการทำอาหารไทย จีน ฝรั่ง เคยไปทำงานเป็นกุ๊ก (แม่ครัว) ที่ต่างประเทศและกลับมาเป็น หัวหน้าแม่ครัวในเมืองไทยอีก ๒-๓ ปี ด้วยเหตุที่เป็นคนรักการทำอาหารจึงมีความใฝ่ฝั่นที่จะเปิด ร้านอาหารเป็นของตัวเองในปี ๒๕๔๓ มาเยี่ยมพี่สาวที่จังหวัดหนองคายซึ่ง เป็นเมืองน่าอยู่มากจึงตัดสินใจเปิดร้านอาหารพื้นบ้านขึ้นที่ข้างห้วยวังฮู ถนนแก้ววรวุฒิ ซอยจอมมณี ๗ ชื่อร้านว่า...

    “ร้านครัวช้อนไม้”

    แต่ไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากเกิดเหตุการณ์ประหลาดหลายอย่างจนทำให้ต้องปิดร้านอาหารลงในระยะเวลาไม่นาน ทั้งๆ ที่ชานีตั้งใจ ทำงานอย่างที่สุดในการจัดเมนูอาหาร จัดร้าน จัดสวนจัดสถานที่ต่างๆ ในร้าน
    ชานีมีความเชื่อว่าได้รับคำสั่งจากอำนาจประหลาดให้หยุดการฆ่าปลาช่อนที่เป็นเมนูหลักของร้าน อาหารครัวช้อนไม้ที่ชื่อว่า.....

    “บังหลามปลาช่อน”



            ซึ่งจะต้องไปซื้อปลาช่อนเป็นๆ ตัวใหญ่ๆ มาขังไว้ในโอ่งเพราะถ้าซึ้อจากที่แม่ค้าฆ่าแล้วจากตลาดมา ปลาช่อนจะแข็งไม่สามารถยัดลงในบั้งไม้ไผ่ได้ จึงต้อง ซื้อปลาช่อนเป็นๆ มาขังไว้ในโอ่ง และในทุกๆ เช้าจะต้องทุบหัวปลาช่อนเป็นสิบๆ ตัวมาใส่กระบอกไม้ใผ่ที่ตัดมาจากริมตลิ่งห้วยวังฮู โดยที่ ชานี ไม่ทราบเลยว่าห้วยวังฮูนี้เป็นที่อยู่อาศัยของ พญานาค คำว่าวังฮูคือเวียงวังของพญานาค คำว่า ฮู ก็คือ รู ของพญานาคนั่นเอง แล้วเอาขึ้นเรียงเผาเหมือน เผาบั้งข้าวหลาม และจะเป็นเมนูหลักของร้าน ที่ลูกค้าจะพิจารณาสั่งเป็นอันดับแรก เพราะ เป็นของแปลกใหม่ที่ไม่มีร้านอาหารแห่งใดทำเลยในจังหวัดหนองคาย ร้านอาหาร แม่ครัวกับการฆ่าสัตว์ เพื่อทำเป็นอาหาร จำหน่ายให้ลูกค้าเป็นเรื่องที่จะต้องทำร่วมกันจะขาด อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ นอกจากนั้นยังถูกสั่งห้ามขายเหล้าหรือเบียร์ ซึ่งเป็นสิ่งมึนเมา โดยอำนาจประหลาดสั่งห้าม ถ้าไม่หยุดทำจะทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต ชานี จึงต้องหยุดกิจการเปลี่ยน อาชีพที่รักที่สุด มาทำอย่างอื่นซึ่งก็ยังไม่ทราบว่าจะให้ทำอะไรต่อ เพียงแต่อำนาจประหลาดคำสั่งที่ไม่ มีตัวต้นสั่งผ่านทางจิตหรือ บางทีก็เหมือนแว่วๆ อยู่ข้างหูบอกว่าจะพาทำ ขอให้ทำ ตามที่บอกเท่านั้น หลังจากหยุดกิจการ ปิดร้านอาหาร “ครัวช้อนไม้”แล้วเกือบจะทุกคืนหลังเที่ยงคืน ชานี จะมีความรู้สึกว่า ถูกอำนาจที่ไม่มีตัวตนมาสั่งให้ปั้นหุ่นผงไม้


            ซึ่งวัสดุที่นำมาใช้ในการปั้นก็คือ ผงไม้สักทอง คือขี้เลี่อยจากไม้สักทอง - ขี้ใสจากการขัด เฟอร์นิเจอร์ไม้สัก แล้วใช้ตะแกรงที่ใช้ร่อนแป้งขนมปัง ร่อนขี้เลื่อยออกมาเป็นผงที่ละเอียดที่สุดนำไปผสมกับกาวสีขาว หรือกาวลาเท็กซ์ที่เด็กใช้ในการฝีมือ นวดผสมกันให้เนียนแล้วเอามา ปั้นเป็นรูปพญานาค และอำนาจประหลาดหรือเสียงประหลาดนั้นก็จะสื่อสารและมาเล่าเรื่องความเป็นมาเกี่ยวกับพญานาคที่ชานีไม่เคยรู้มาก่อน และไม่มีให้อ่านในหนังสือให้ฟัง บางครั้งก็จะมา เล่านิทานเรื่องต่างๆ เป็นคำบอกสอนให้ฟัง เช่น ถ้าเวลาที่ทำงานเหนื่อย
    ”ถ้าเจ้ามองลงไปที่แม่น้ำแล้วสังเกตุให้ดี ๆ เจ้าจะเห็นปลากำลังว่ายน้ำอยู่ ปลาที่ลอยตามน้ำคือ...ปลาที่ตายแล้วเท่านั้น แต่ปลาเป็นๆ ทุกๆ ตัวแม้ว่ามันจะตัวเล็กตัวน้อยเป็นแค่ปลาซิวปลาสร้อยมันก็ยังต้องว่ายทวนน้ำทั้งๆ ที่มันเหนื่อย ที่ต้องว่ายทวนน้ำไหลเชี่ยวมันยังต้องทำ แล้วเจ้าล่ะชานีเอ๋ย ทำงานแค่นี้ เหนื่อยแค่นี้จะเลิกทำแล้วหรือ ไม่อายปลาบ้าง หรืออย่างไร ?...”


            บางทีเมื่อต้องรับคำสั่งสอน และฝึกหัดการปั้นรูปพญานาคจนค่อนรุ่งก็ทำให้นอนตื่นสาย ก็จะถูกไล่ให้ลุก ขึ้นมาทำงานต่อโดยบอกว่า.... ”ดูนกสิ...เคยเห็นนกตื่นสาย ตื่นเที่ยงบ้างไหม? นกจะต้องตื่นแต่เช้า เพราะนกที่ตื่นแต่เช้า....ย่อมจับหนอนได้ก่อน” เวลานั่งทำงานตอนกลางคืนมียุงบินมาตอม คอยจ้องจะกินเลือดพอชานีตบยุงก็จะเปรียบเทียบให้ฟังว่า ”ชีวิตการหาเงินหาทองเพื่อเอามาเลี้ยงดูตัวเจ้ายังง่ายกว่ายุง ไม่ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเหมือนยุง เพราะยุงนั้น...ยอมพลีชีพ....เพื่อแลกกับอาหารเพียงมื้อเดียว และบ่อยครั้งที่ยุงถูกตบตายเสียก่อนที่จะได้กินอาหารอิ่ม หรือแม้แต่กินอิ่มแล้วก็ยังถูกตบให้ตายอีก”     ด้วยความที่ชานีเคยไปทำงานต่างประเทศ จึงทำให้มีความคิดที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ก็จะถูกทดสอบและพยายามแสดงอิทธิฤทธิ์ต่างๆ ให้ ชานีได้เห็นจนกระทั่งครั้งหลังสุดในการพยายาม ไม่ทำตามคำสั่งเกือบเอาชีวิตไม่รอด ด้วยการหลับนานกว่า ๑๘ ชั่วโมง ตั้งแต่หกโมงเย็นจนถึงบ่ายโมงของวันต่อมา ซึ่งคนปรกตินอนหลับตามธรรมดาร่างกายจะเคลื่อนไหวเองตามธรรมชาติ เมื่อเมื่อยร่างกายก็จะขยับ เปลี่ยนท่าไปโดยที่คนที่หลับก็ไม่รู้สึกตัว แต่จะเปลี่ยนหาท่าที่สบายโดยอัตโนมัติแต่ร่างของชานีไม่ขยับเคลื่อนที่นอนอยู่ท่าเดียวเกือบยี่สิบชั่วโมงจนกระทั่งตื่นอีกครั้ง ซีกฝั่งซ้ายที่นอนทับหลายๆ ชั่วโมงขยับเกือบไม่ได้ ชาไปทั้งแถบ และต้องไปหาหมอเพราะกระเพาะปัสสาวะอักเสบไม่มีการถ่ายปัสสาวะเกือบยี่สิบชั่วโมงเพราะนอนโดยไม่ตื่นเลยรวดเดียว สาเหตุที่นอนหลับยาวโดยไม่เคลื่อนไหวร่างกายเลยนั้น ชานีเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับองค์ นาคราชและองค์นาคิณี ที่พาลงไปเมืองบาดาลเพียงแค่ ๗ – ๘ นาทีเพื่อที่จะได้มีความเชื่อว่าเมืองบาดาลนั้นมีจริง และจะได้มีความตั้งใจที่จะทำงานปั้นหุ่นเหมือนองค์พญานาคราชตามคำสั่ง แต่ตอนที่จะกลับมานั้นมีผู้นำทาง   สื่อสารผ่านความรู้สึกท่านบอกว่าท่านเป็นเทพวิศกรของเมืองบาดาลพระนามว่า...
    “พญาธนบดี ศรีสัตตนาคบาดาล” แต่ให้ชานีเรียกท่านว่า “จ้าวหล้าฯ” ท่านเป็นผู้ที่พาชานีรีบรุดกลับคืนมาเข้าร่าง ไม่ให้ไปต่อ ทั้งที่จิตของชานีในตอนนั้นลุ่มหลงและมีความปิติอย่างที่สุดที่ได้เห็นบาดาลอันงดงาม แต่จ้าวหล้าฯ ยืนกรานและออกคำสั่งอย่างเด็ดขาดไม่ให้ชานีอยู่ต่อ ให้รีบกลับโดยเร็วและพามาส่งไม่ให้ไปชมเมือง ต่อเพราะถ้านานเกินกว่านั้น หรือถ้าช้าหลงทางไปอีกทางหนึ่งอาจจะไม่ได้กลับมาถึงพื้นโลก ถ้าเป็นเช่นนั้น ชานีก็จะเสียชีวิตด้วยการหลับไปเลยหรือที่ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า “ไหลตาย...” เพราะเมืองบาดาลชั้นที่ ๑ ห่าง จากพื้นโลก ถึงหนึ่งโยชน์หรือประมาณ ๑๖ กิโลเมตร และมีอยู่ทั้งหมดถึง ๗ ชั้น แต่ละชั้นยังแบ่งออกเป็นชั้นบน ชั้นล่าง คือ ๗ คูณ ๒ เท่ากัน ๑๔ ชั้นและแต่ละชั้นก็ห่างกันหลาย ๆ โยชน์ กว่าจะถึงชั้นต่ำสุดซึ่งอยู่ห่างจาก นรกภูมิอีกหลายสิบโยชน์หนึ่งนาทีของเมืองบาดาลชั้นที่หนึ่งจะเท่ากับหลายชั่วโมงบนพื้นโลกและหนึ่งนาที ของบาดาลชั้นลึกลงไปจะนานเป็นเดือนเป็นปี...บนโลกมนุษย์ เสียงประหลาดที่จะมาพูดมาคุยมาเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ ชานีฟังบ่อยครั้งที่สุดคือ จ้าวหล้า พญาธนบดี ศรีสัตตนาคบาดาลนี่เอง และได้บอกว่า ท่านได้รับโองการฯให้มาเป็นเทพนาคาอาจารย์ให้ชานี ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการสร้างรูปเหมือนพญานาค และความเป็นมาของพญานาคราช พญานาคิณีทั้งหลายทั้งปวงพญาธนบดี ศรีสัตตนาคบาดาล หรือจ้าวหล้าฯ เป็นหลานชายของ....(ซึ่งจริง ๆ แล้วแต่ละพระองค์เป็นโอปปาติกะโยนิ คืออุบัติขึ้นโดยไม่มีสายเลือดเกี่ยวข้องแต่จะมีสายโยนิทิพย์ให้นับว่าเป็นลูก หลาน เหลน ของท่านใด สายทิพย์โยนิไหน...พอให้นับถึงกันได้)


    พญาสนธินาคราช และ นางพญาศรีภาวนานาคิณี

      ซึ่งทั้งสองพระองค์นี้คือผู้เป็นเจ้าแห่งเวียงวังที่ห้วยวังฮู ผู้เป็นนาคราชผู้ยิ่งใหญ่แห่งจังหวัดหนองคายก็ว่าได้และ   สองพระองค์นี้เองเป็นผู้ให้กำเนิดร้านบูชาพญานาค ที่ชานีอัญเชิญรูป จำลองของท่านที่มีความเชื่อว่าท่านมีลักษณะเหมือนเช่นที่เห็นมาประดิษฐานไว้ที่หน้าร้านบูชาพญานาคในปัจจุบัน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชานีก็ไม่คิดที่จะต่อต้าน และยอมรับที่จะเป็น "นาคาทาสี" ยอมทำตามคำสั่งประหลาดมาบอกมาสอนโดยไม่ระแวงสงสัยใดๆ อีกและถ้ามีคนถาม ชานี ก็มักจะตอบว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ไม่ได้แนะนำให้ใครเชื่อตาม แต่เพียงอยากจะบอกว่าสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาไม่ได้แปลว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่เอาง่ายๆ แค่คลื่นวิทยุ โทรทัศน์ เคลื่อนแม่เหล็กไฟฟ้า เคลื่อนเสียง เคลื่อนโทรศํพท์ ฯลฯ ก็เป็นสิ่งที่เรารับรู้ว่ามีอยู่เหมือนอำนาจประหลาดที่ ชานีรับรู้แต่มอง...ไม่เห็นนั่นเอง   เหมือนกับที่คนหนองคายเชื่อมั่นและศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ ของหลวงพ่อพระใส แต่ไม่มีใครมองเห็นว่าความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อเป็นอย่างไร? แต่จะมีความรู้สึกเป็นนามธรรมว่าหลวงพ่อพระใส ท่านศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองหนองคายมานาน แต่แกะเอาความรู้สึกออกมาเป็นตัวเป็นตนเป็นรูปธรรมไม่ได้ เป็นได้แต่เพียงนามธรรมที่อยู่ในความรู้สึกระลึกได้ภายในจิตใจเท่านั้น

    ร้านบูชาพญานาค ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๕ กรกฏาคม ๒๕๔๕ วันแรกของการเปิดร้าน ข้าวของต่างๆ ยังไม่ลงตัวดี ชานีเองก็งงๆ เบลอๆ อยู่ในฐานะแม่ค้าใหม่ จับต้นชนปลายไม่ถูก เทศบาลก็มีใบปลิวมาบอกว่า... เจ้าชายอากิชิโน่โมมิย่า (PRINCE AKISHINO MOMIYA)


    เจ้าชายจากประเทศญี่ปุ่นจะเสด็จมาทอดพระเนตรที่ตลาดอินโดจีน (ตลาดท่าเสด็จ) และเป็นพระมหากรุณาดั่งหนึ่งมหัศจรรย์ ที่พระองค์ท่านเสด็จเข้ามาทอดพระเนตรสินค้าและวิธีการปั้นหุ่น เหมือนพญานาคราช ภายในร้านบูชาพญานาค ถ้าพูดภาษาชาวบ้านก็จะบอกว่า เป็นบุญอันล้นพ้นที่ท่านเสด็จมาเปิดร้านให้ เป็นมงคลอย่างที่สุดและพระองค์ท่านยังประทับทอดพระเนตร อีกทั้งยังรับสั่งถามถึงกรรมวิธีการปั้นพญานาคกับชานีในร้านบูชาพญานาค โชคดีที่ชานีพูดภาษาอังกฤษได้ จึงได้ถวายคำอธิบายให้พระองค์ท่านทราบว่าวัสดุที่สร้างพญานาคคืออะไร มีส่วน ผสมอย่างไร โดยไม่ต้องใช้ล่ามแปลจ้าวชายอากิชิโน่ โมมิย่า ประทับและซักถามอยู่ในร้านฯ เป็นเวลากว่ายี่สิบนาทีทั้งๆ ที่ร้านบูชาพญานาคไม่ได้มีอยู่ในหมายกำหนดการเสด็จแต่ ประการใด และตามหมายกำหนดการเดิมท่านจะเสด็จขึ้นประทับพระราชรถส่วนพระองค์ตรงถนนปราบฮ่อ (ซอยฮ่อเดิม) แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับเลย แต่ด้วยเหตุผลกลใดก็ไม่อาจจะ คาดคะเนได้ ท่านจึงเสด็จพระราชดำเนินต่อมา...จนถึงร้านบูชาพญานาคและเสด็จเข้ามาภายในร้านซึ่งชานีก็ได้น้อมเกล้าถวายไก่แจ้ปั้นด้วยผงไม้สักหนึ่งคู่แด่พระองค์ ดั่งที่ต้อง พระประสงค์

      พญานาคที่ชานีปั้นขึ้นมานั้นไม่เหมือนกับพญานาคที่ใดๆ ในโลก ซึ่งพญานาคในวัดหรือตามสถานที่ต่างๆ จะเป็นพญานาคที่จำลองแบบมาจากกรมศิลปากร คือจะมีหางเป็นกนก มีส่วนหัวเป็นลายไทย หรือไม่ก็จำลองแบบให้งดงามตามจินตนาการของช่างปั้นซึ่งส่วนมากจะปราศจากความรู้สึกเน้นลวดลายสวยงามเป็นหลัก แต่พญานาคที่ร้านบูชาพญานาคจำลองขึ้นมา นั้น ไม่มีส่วนใดๆ เป็นลายไทยหรือมีส่วนใดเป็นกนกคดโค้งเหมือนลายไทยเลย จะมีแพนหางเหมือนปลา แต่มีแฉกเดียว ทุกครีบจะมีสักลายตัวเลขมงคลและในทุกเกล็ดก็จะมีการสักลายเป็นตัวเลข มงคลกำกับตามเสียงประหลาดที่สื่อสารกับชานีมาจากทางจิตเป็นผู้กำหนด


    (อยากทราบรายละเอียด กรุณาไปคลิ๊กอ่าน "ปุจฉา - วิสัชชนา " ของจ้าวหล้าฯ กับชานี ที่เกล็ดประวัติพญานาคค่ะ)

    ซึ่งเสียงประหลาดที่มาบอกมาสอนชานีนั้น ก็คือพญาสนธินาคราช และนางพญาศรีภาวนานาคิณี หรือไม่ก็เป็นจ้าวหล้าฯ( พญาธนบดีฯ) สลับกัน พญาสนธิ และนางพญาศรีภาวนานาคิณีนั้นเป็น พญานาคราช – พญานาคิณี (นางพญานาค) แต่พญาธนบดี ศรีสัตตนาคบาดาล หรือจ้าวหล้าฯ นั้นเป็นคนครึ่งพญานาค ด้วยเหตุที่ท่านอวตาลมาจากมนุษย์ (ฤๅษีกัศยป คือต้นสายโยนิทิพย์ของ จ้าวหล้าฯ แต่อยู่ในขณะที่องค์กัศยปจำแลงเป็นพญานาคราช) จ้าวหล้าฯ จึงสามารถเนรมิตอินทรีเป็นพญานาคหรือเป็นมานพหนุ่มได้ง่ายกว่าพญานาคราชทั่วไป ซึ่งตลอดเกือบสิบปีที่ผ่านมา ชานีก็มีโอกาสได้ยลพระศิริของท่านหลายครั้งส่วนมากจะมาในกายของมานพหนุ่มนุ่งห่มสีเขียวมรกตหรือถ้าในช่วงเข้าพรรษาก็จะแต่งองค์ทรงภูษาสีขาวปักเหลื่อมพรรณรายสีมุก เป็นประกาย สีเงินยวงเจิดจำรัส ส่วนพระมารดาของท่านนั้นเป็นนางพญานาคพระราชธิดาของพญาสนธินาคราช และนางพญาศรีภาวนานาคิณี ที่เป็นรูปลำลองไว้สักการะบูชาอยู่ที่หน้าร้านบูชาพญานาค นั่นเองที่มาบอกมาสอนทุกอย่างเกี่ยวกับการปั้นและเรื่องราวของโอปปาติกะเทพนาคราช ชานีจะจินตนาการเอาเองหรือคิดเองไม่ได้เด็ดขาด และเวลาสร้างหรือปั้นรูปพญานาคราช-พญานาคิณีนั้นจะ ขาดส่วนใดส่วนหนึ่งจากที่ท่านสั่งไม่ได้เช่นกัน พญานาคราชที่ร้านบูชาพญานาค ไม่ขายให้คนต่างประเทศเว้นเสียแต่ว่าคนคนนั้นจะรู้และเข้าใจรวมทั้งนับถือและศรัทธาในองค์พญานาคราช เท่านั้นจึงจะอัญเชิญไปสักการะบูชาได้ พญานาคราชที่ร้านบูชาพญานาคนั้นจะเรียกเป็นองค์ หรือพระองค์ เพราะเวลาปั้นจะต้องอัญเชิญดวงพระจิตทิพย์ของพญานาคราชแต่ละพระองค์ที่จะสร้างมา ตั้งแต่แพนหาง ว่าจะสร้าง(ปั้น)พระองค์ไหน ยกตัวอย่างเช่นจะสร้างพญานาคราชผู้เป็นใหญ่สูงสุดในประเทศไทย คือองค์นาคาธิบดีศรีสุทโธ วังนาคินทร์คำชะโนด บ้านดุงอุดรธานี ก็จะต้อง อัญเชิญดวงพระจิตทิพย์ของพระองค์ท่านให้เมตตาประทานพร ขออนุญาตสร้างรูปจำลองอันเป็นมหามงคลขององค์ท่านไว้ให้ลูกหลานได้อัญเชิญไปกราบสักการะบูชา ถ้าต้องสร้างเต็มพระองค์ บริบูรณ์คือ ๙เศียร นั้นนับว่าเป็นเรื่องใหญ่มากชานีจะต้องขอให้ญาติโยม(ผู้ที่สั่งสร้าง) ถือศีลช่วย หรือบางครั้ง อาจจะต้องทานเจ ทานมังสวิรัติหรือละเว้นเนื้อสัตว์ช่วยตำแหน่งของ พญานาคราช – นาคิณี สามารถเทียบกับมนุษย์ได้ดังนี้.....


    องค์นาคาธิบดี ผู้เป็นใหญ่ เทียบเท่า..........พระเจ้าแผ่นดิน หรือประธานาธิบดี
    พญานาคราช-นาคิณี เทียบเท่า..........นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี
    นาคา - นาคี เทียบเท่า..........ผู้ว่าราชการ – คหบดีผู้ใหญ่ต่าง ๆ
    นาคผู้ - นาคเมีย   เทียบเท่า..........ประชาชนคนธรรมดาทั่วไปที่ค่อนข้างดี
    เงือกผู้ - เงือกเมีย  เทียบเท่า..........ประชาชนธรรมดาทั่วไปที่ทำดีได้-ชั่วได้
    งูตัวผู้ – งูตัวเมีย    เทียบเท่า.....ประชาชนทั่วไปที่ไม่ถือศีลใด ๆ ทำชั่วได้ง่าย
    ส่วนจระเข้ ปลา ปู หอย กุ้ง และสัตว์น้ำต่าง ๆ นั้นเป็นแต่เพียงบริวารไม่ได้ร่วมอยู่ในวงศ์พงษ์เผ่านับสายไม่ถึงกัน


           หลายครั้งที่พอมีคนตายหรือมีปัญหาเกิดขึ้นมาก็มักจะบอกว่าพญานาคทำ แต่พญานาคราชนั้นแต่ละพระองค์ต่างก็บำเพ็ญตบะบำเพ็ญเพียรทั้งนั้น และมีความเลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง  จะมาฆ่าใครทำอันตรายใครๆ ให้เกิดมลทินในองค์ท่านนั้นไม่ง่าย แต่ถ้าเป็นนาค เป็นเงือก ที่คล้ายๆ พญานาคทำให้คนเข้าใจผิด นั้นมีโอกาสเป็นไปได้ที่ร้านบูชาพญานาค บางทีก็มีคนเรียกพญานาคว่า "ตัว" ซึ่งชานีก็มักจะเล่าให้ฟังตามที่ถูกเสียงประหลาด (จ้าวหล้าฯ) บอกสอนมาเสมอว่า ถ้าเป็นพญานาคราชน่าจะเรียกท่านตามยศศักดิ์ ให้เหมาะสมว่า "องค์"  แต่ถ้าเป็นหรือ นาคธรรมดา เช่น ประกาศตามโองการ ในพิธีสงกรานต์เช่นปีนี้ฝนดีนาคให้น้ำ ๗ ตัว ๙ ตัวเป็นต้น ก็ให้เรียกเป็น "ตน" หรือ "ตัว"ได้เพราะเป็นแค่นาค  เงือก งู นับเป็นตัวๆ ได้ เหมือนคนก็คือนายนั่น นางนี่ ตามศักดิ์ตามอายุ และสถานะ แต่ถ้าคนคนนั้นไม่ใช่ธรรมดาเป็นพระเจ้าแผ่นดินก็ย่อมเรียกนายนั่น นางนี่ ไม่ได้ ถ้าเป็นพระเจ้าแผ่นดินก็ ย่อมเรียกหัวว่า "เศียร" เรียกมือ ว่า "พระหัตถ์" ฯลฯ พูดอย่างราชาศัพท์ไป ฉันใดก็ฉันนั้น เหมือนศักดิ์และฐานันดรของนาคกับ พญานาคต่างกันนั่นเอง  คือเรียกตามความถูกต้อง ตามความเชื่อและศรัทธา ด้วยเหตุที่ชานีศรัทธา และบูชาพญานาค ผู้มีความเมตตาปรานีต่อมวลหมู่มนุษย์ พญานาคราชผู้ประพฤติปฏิบัติดี พญานาคผู้ให้ทานบารมี เป็นที่ตั้ง หลังจากที่กำแพงแห่งความไม่เชื่อ กำแพงแห่งความระแวงสงสัยพังทลายลงแล้ว จึงได้หาเหตุและผลว่าทำไมถึงต้อง "บูชาพญานาค" ที่บูชามิใช่ความกลัวเหมือนอย่างตอนพบเจอ กันครั้งแรก แต่เป็นเพราะความเชื่อและศรัทธา เหตุใดคนชาวเมือง จึงได้ไปกราบไหว้สักการะบูชาหลวงพ่อพระใสซึ่งเป็นพระคู่บ้าน คู่เมืองด้วยความศรัทธาอย่างมากมายในหัวใจ เพราะความเชื่อหลายอย่างแตกต่างกันออกไปเป็นต้นว่า  ไปกราบไหว้บูชาเพราะไปขอให้ท่านประทานความร่มเย็นเป็นสุขให้แก่ครอบครัวของตน ไปขอพรให้หลวงพ่อเมตตาทำอะไรก็ขอให้สมความมุ่งมาตรปรารถนา ไปขอพรให้รักใคร่ปรองดองกันในครอบครัวมีจิตใจงดงามผ่องใส  ทำมาค้าขึ้น เจริญรุ่งเรือง ไปขอพรให้เกิดความร่มเย็นเป็นสสุขทางใจ และมีความรักใคร่ปรองดองกันในครอบครัวให้มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ หายทุกข์โศก โรค ภัย หายเจ็บหายไข้นั่นถูกต้องแล้ว แต่ถ้า ไปจุดธูปเทียนบูชาขอหลวงพ่อพระใสให้ประทาน แก้ว แหวน เงินทองให้นั้นดูเหมือนว่าไม่ค่อยมั่นใจถูกต้องหรือไม่ ด้วยสาเหตุที่ทำให้เกิดความไม่มั่นใจเพราะเมื่อเราไปขอหลวงพ่ออย่างนั้น เหมือนเราเป็นคนไม่รู้จักพอโลภมาก  ขอบ้านหลังหนึ่งสองล้าน ขอรถใหม่ป้ายแดงคันหนึ่งสักหนึ่งล้านรู้สึกว่าละอายใจไปรบกวนท่านเพราะหลวงพ่อพระใสคือองค์จำลองขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า


          ตามที่เรารู้เราเรียนมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ครูบาอาจารย์พระสงฆ์องค์เจ้าเล่าให้ฟังว่า พระพุทธเจ้าสละแล้วซึ่งกำเลสทั้งปวง เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปตั้งสองพันห้าร้อยกว่าปี พระองค์ท่าน ไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดเหมือนมนุษย์ทั่วไปอีกแล้ว ที่เหลืออยู่ให้เราได้รู้ได้เรียนคือ นำมาปฏิบัติและ พระสงฆ์คือ ผู้สืบทอดพระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาสั่งมาสอนพวกเราต่อมาจนถึงปัจจุบัน  ในเมื่อพระพุทธเจ้าสละแล้วซึ่งกิเลสทั้งปวง สมควรหรือที่เราจะไปขอบ้านขอรถขอทรัพย์สมบัติจากท่านชานีเคยถามคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ กับเสียงประหลาดที่มาบอกมาสอนก็ได้รับคำตอบว่า อยาว่าแต่ขอกับพระพุทธรูป ขอกับพระพุทธเจ้า เลยแค่ขอกับพระสงฆ์เรื่องทรัพย์สินเงินทองก็บาปแล้ว ด้วยเหตุที่ผู้ทรงศีลสละกิเลสย่อมไม่มายุ่งเกี่ยวกับทางโลกอยากได้ทรัพย์สินนั่นนี่เหมือนเรา ๆ ท่าน ๆ ที่ยังเป็นมนุษย์ธรรมดาพระบางรูปที่เป็นพระสายธรรมยุตนิกาย (พระป่า) แม้กระทั่งจับเงินก็ยัง "อาบัติ"คือจับเงินก็ไม่ได้แล้วท่านมุ่งมั่นเข้าหาญาณสมาบัติ แสวงหาทางสู่นิพพาน ซึ่งยากเย็นแสนเข็ญที่จะพานพบ ไม่มาสนใจกับทางโลก  บางทีหนีเข้าป่าคนก็ยังตามหาเอาของไป ถวาย บางครั้งท่านหลบไปอยู่ตามเพิงพัก ตามซอกผาหิน ญาติ-โยมก็ยังอุตส่าห์ ขนที่นอนหมอนมุ้งไปถวายท่านจนท่านต้องไปหาที่จำวัดที่อื่น หนีเข้าไปในป่าลึกเข้าไปอีกปลีกวิเวกไปเลย ซึ่งบางทีก็ไปพ้นบางทีก็ไปเจอ คนที่ไม่เข้าใจอยากจะได้แต่บุญท่าเดียว หาข้าวของที่ท่านไม่ต้องการไปถวายท่านอีก เพราะความที่ญาติโยมอยากได้แต่บุญ แต่หารู้ไม่ว่าท่านสละแล้วซึ่งทางโลกไม่ยึดติดอะไร ท่านนอนในกลดข้างผาหินก็กลัวท่านจะเจ็บเนื้อ เจ็บตัว ก็ไปหาที่นอนอย่างดีไปถวายท่าน โดยไม่รู้สักนิดว่าแค่ศีล ๘ ยังนอนที่นอนยัดนุ่นไม่ได้แล้ว อย่าว่าแต่เป็นพระถือศีลปาฏิโมกตั้ง ๒๒๗ ข้อเลย  ทางโลกกับทางธรรมนั้นต่างกันมหาศาล  มนุษย์ธรรมดาสามัญที่ยังไม่ละกิเลสย่อมอยากได้ในสิ่งของที่จะมาสนองอัตตาของตน ให้เท่าเทียมคนอื่น  แล้วก็ออกเสาะแสวงหาเพื่อทรัพย์สินเงินทองสิ่งของต่างๆ มาบำรุงบำเรอกายหยาบของตนให้มีความสุข ตามความหมายทั่วไป คือร่ำรวย เงินทองข้าวของต่างๆ แล้วก็ไปอธิฐานจิตขอเงินทองข้าวของต่างๆ กับพระพุทธรูปซึ่งกลายเป็นการอธิฐานจิตขอที่ไม่เหมาะ ไม่ควร

         ชานีมักจะพูดเสมอว่าร้านบูชาพญานาค  เป็นทางโลก ๗๐-๘๐ % เป็นทางธรรมสัก ๒๐-๓๐% สาเหตุที่พูดเช่นนั้นเพราะชานีไม่คิดจะสละกิเลสเว้นทางโลกเดินเข้าสู่ทางธรรม ยังต้องการความสุขกายสบายใจ  เหมือนมนุษย์ปุถุชนทั่วไปอยู่ ยังอยากมีรถ ยังอยากมีบ้าน อยากรับประทานอาหารอร่อยๆ เหมือนคนธรรมดายังอยากได้ความรักความเอาใจใส่จากคนรอบข้าง ยังอยากหาสิ่งดี ๆ งาม ๆ ให้กับคนที่รักและห่วง เพราะอย่างนี้เมื่อเปิดร้าน อาหารแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งคนทั่วไปรับรู้และเรียกว่า "เจ๊ง..."ขาดทุนไม่เป็นท่า จึงอยากได้เงินทองที่เก็บออกมานานแต่วูบหายไปภายในเวลาไม่ทันข้ามปีนั้นกลับคืนมา เสียงประหลาด (จ้าวหล้าฯ) ได้บอกให้ชานีทำตามคำสั่งโดยการปั้นรูปเหมือนพญานาค และชานีก็ทำตามทุกอย่างจ้าวหล้าฯ ยังได้บอกอีกว่าเมื่อทำขึ้นมาแล้วก็ให้ตั้งจิตตั้งใจที่จะเคารพสักการะบูชา รองลงมาจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหนือสิ่งอื่นใดของคนไทย ที่นับถือศาสนาพุทธก็คือ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  และอธิฐานจิตขอความร่มเย็นเป็นสุข ความรักใคร่ปรองดองกันในบ้านในเรือน ความอยู่รอดปลอดภัยจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวง แต่ถ้าอธิฐานจิตขอแก้วแหวนเงินทองต่างๆ ซึ่งเป็น สินทรัพย์นั้นต้องอธิฐานจิตขอต่อองค์พญานาคราช-องค์นาคิณี

          สาเหตุที่ขอแก้วแหวนเงินทอง ข้าวของมีค่าจากองค์พญานาคราช-องค์นาคิณีคือ ตามความเชื่อคือเมืองบาดาลชั้นที่ ๑ ต่ำลงไป จากพื้นผิวโลกมนุษย์อยู่ เกินหนึ่งโยชน์หรือต่ำกว่า ๑๖ ก.ม. ลงไปอีกหลายสิบกิโลเมตร ส่วนชั้นที่ ๒ ถึงชั้นที่ ๗ ก็อยู่ห่างพื้นโลกลงไปอีกเป็นร้อยกิโลเมตร ซึ่งบางคนก็ยังคิดว่าพญานาคอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขง ที่ลึกไม่กี่ร้อยเมตร ไม่ถึงครึ่งกิโลเมตรด้วยซ้ำไป เพราะหน้าแล้ง บางช่วงถึงกับเดินข้ามไป อีกฟากหนึ่งของฝั่งโขงได้ แล้วพอถึงวันเพ็ญเดือน ๑๑ ของทุกปีมีมหัศจรรย์ เกิดบั้งไฟพญานาคขึ้นคนที่ไม่รู้ต่างคิดว่า ลูกไฟสีชมพูอมแดงอมม่วงสีนวลตานั้นขึ้นมาจากใต้ลำน้ำโขงก็พากันหาทางที่จะมุดลงไปดูในลำน้ำโขง จ้าวหล้าฯ เคยปรารภกับชานีว่า... คน พวกนี้มันโง่แล้วอวดฉลาด คิดว่าวิทยาศาสตร์ของพวกมันพิสูจน์ความมหัศจรรย์ได้ พ่อปู่ แม่ย่า พ่อตา แม่ยายของข้า (จ้าวหล้าฯ หมายถึง องค์พญานาคราช องค์นาคิณี และมวลหมู่ นาคา และเหล่านาคทั้งหลาย) จุดบั้งไฟอยู่บาดาลโน่น ไม่ใช่ไต้น้ำโขงลึกไม่กี่วามันจะ ลงไปงมหาอะไร ใน แม่น้ำโขงนั่น มันจะเห็นอะไร? นอกจากน้ำอันขุ่นข้นและโคลนตม อาณาเขตอันกว้างใหญ่ไพศาลของเมืองบาดาลนั้นลึกล้ำมหาศาลสุดที่คนธรรมดาจะพากายหยาบเดินลงไปได้ ยกเว้นแต่ผู้ที่มีญาณสมาบัติ ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นพระอริยะสงฆ์ ผู้มีปฏิปฏา หรือมีสมาธิถอดจิตได้ อย่างหลวงปู่มั่น หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่ขาว หลวงปู่เทศ หลวงปู่คำคะนิง ฯลฯ  โดยมากมักเป็นพระสายกรรมฐาน   หรือพระป่าสายธรรมยุตนิกายที่ออกเดินธุดงค์ปลีกวิเวกตามป่าตาม เขา จึงจะมีโอกาสได้สัมผัสกับมิติลี้ลับนี้ ส่วนมากคนธรรมดานั้นก็มีไม่น้อยที่ยืนยันว่าตนเองได้พบเห็นพญานาค แต่เป็นช่วงที่พญานาคขึ้นมาที่เมืองมนุษย์ หรือพื้นผิวโลกจึงมีโอกาศได้เจอ หรือถ้ามีใครบอกว่าได้ไปเมืองบาดาล ก็มักจะ ไปในรูปแบบความฝัน หรือถูกสิ่งลึกลับดึงดวงจิตไปอย่างตัวชนารันรัตน์ (ชานี)   เองก็รู้สึกเหมือนฝัน   ว่าได้ถูก พาตัวให้ไปเมืองบาดาล   ยังหลับนานกว่าปรกติ จนเกือบจะเข้าข่ายไหลตายเสียชีวิต  จ้าวหล้าได้เล่าเรื่องการเดินทางจากพื้นโลกไปเมืองบาดาลให้ชานีฟังว่า....."ร่างของคนธรรมดาที่ ประกอบไปด้วย เลือดเนื้อของกายหยาบนั้น..แค่พาร่างผ่านถ้ำลงไป...ไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตรเลือดในกายก็จะ แปรปรวนเพราะร่างกายของมนุษย์นั้นไม่ผิดอะไรกับตู้ปลา  ซึ่งเป็นส่วนประกอบของน้ำที่อยู่ ในรูปของเลือด น้ำลาย น้ำเหลือง ฯลฯ ถึง ๗๐ %   ผิวหนังจะไม่สามารถรับแรงอัด แรงกดดัน แรงโน้มถ่วงของโลกได้ อีกทั้ง ยังขาดอากาศหายใจ ของเหลว ต่างๆ จะพุ่งออกจากช่องทวารทั้ง ๙ หรือ ที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า เลือดทะลักออกปาก ออกจมูกหรือ กระอักเลือดตาย นั่นเองไม่สามารถ ผ่านลงไปถึงเมืองบาดาลได้ ลงไปได้อย่างมากก็แค่เมืองลับแล หรือบังบดที่อยู่เลยพื้น โลกลงไปไม่กี่มากน้อยเท่านั้น”


         ข้อมูลที่จ้าวหล้า พญาธนบดีฯ บอกเล่ามานี้ ชานีไม่สามารถรับรองได้ว่าจริง หรือเท็จ? และคงไม่สามารถจะใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงอะไรได้ แต่ฟังดูแล้วเป็นคำบอกเล่าที่น่าคิดตาม และน่าจะมีส่วนที่เป็นจริงบ้าง เรื่องที่เขียนจากคำ บอกกล่าวที่ท่านกำลังอ่านอยู่นี้ ๘๐-๙๐ % เป็นข้อความที่ได้รับทราบมาจาก จ้าวหล้า พญาธนบดีฯ และเสียงที่สื่อมาด้วยความรู้สึก หรือบางทีก็ผ่านเข้ามาทางหู เหมือนหูแว่วให้รับรู้ แต่หาต้นตอไม่เจอ ผ่านชานี ซึ่งเป็นความเชื่อบุคคล ขอท่านผู้อ่านได้โปรดพิจารณาด้วย ดุลยพินิจของท่านด้วยว่าสมควรเชื่อหรือไม่...? จ้าวหล้าฯ จะเล่าให้ชานีฟังเรื่องเมืองบาดาล ถ้าชานีถาม และทุกครั้งที่เล่า ก็จะเล่าเพิ่มเติมจากที่เล่าให้ฟังมาแล้ว ให้เข้าใจละเอียดยิ่งๆ ขึ้น แต่ข้อความจะเล่าย้ำความเดิม คือข้อมูลที่ชานีจดไว้บางทีจดไม่ทันก็ขอให้ท่านเล่า ให้ฟังใหม่จะเหมือนข้อมูลที่เคยเล่าให้ฟังเช่นครั้งก่อนๆ เพียงแต่รายละเอียดจะเพิ่มมากขึ้น อย่างเช่นจ้าวหล้าฯ เปรียบเทียบและอธิบายเรื่องเมืองบาดาลกับคำว่าโลกที่ชานีถามให้ฟังว่า "พื้นผิวโลกที่มนุษย์อาศัยอยู่ นั้น เป็นผิวเปลือกนอกสุดของเมืองบาดาล ลองนึกถึงโลกที่เป็นลูกกลมๆ จุดที่เจ้าอยู่คือร้านบูชาพญานาค เมืองหนองคาย แล้วถ้ามีการเจาะทุละโลกกลมๆ ใบนี้ลงไปเรื่อยๆ จากเมืองหนองคายจะต้องไปทะลุ...สู่ซีกโลกอีกฝั่งหนึ่งแน่นอนอาจจะเป็นฝั่งเมืองฝรั่งอเมริกาก็ได้ มนุษย์ สามารถไปสำรวจอวกาศออกไปไกลนอกโลกได้ แต่โลกที่มันอยู่เองแท้ๆ กลับไม่สามารถเจาะทะลุสำรวจจนหมดได้ ด้วยเหตุนี้เอง จึงไม่สามารถไขข้อปริศนาได้ว่าเมืองบาดาลอยู่ตรงไหนแต่ที่มันต้องยอมจำนนนต่อความเป็นจริงก็คือ มนุษย์อาศัยโลกมนุษย์อยู่และทุกสิ่ง ทุกอย่างที่กินที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้เอามาจากในโลกไม่ได้เอามาจากนอกโลกหรือในอวกาศ เพราะอย่างนี้ เมื่ออธิฐานจิตขอสิ่งของมีค่าทรัพย์สินเงินทองต่างๆ พวกเจ้าจึงควรที่จะน้อมจิตอธิฐานขอสิ่งที่ต้องการ จากองค์พญานาคราช-นาคิณ แล้วจะสำเร็จสัมฤทธิ์ผล สวัสดีมงคลเจริญ รุ่งเรือง สาเหตุเพราะว่าองค์พญานาคราช-นาคิณี เป็นเจ้าครองเมืองบาดาล ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นมาจากดิน ขุดขึ้นมาจากดินหรือเป็นผลิตผลที่มาจากดินทั้งหมดทั้งสิน"

         นอกจากร่างกาย อันเป็นส่วนประกอบของเนื้อหนัง มังสาทั้งหมดที่พ่อ แม่ เจ้าให้มาแล้ว มีอะไรบ้างที่ไม่ได้เป็นสิ่งที่มาจากดิน หรือเป็นผลิตผลที่มาจากดิน เพราะแม้แต่เม็ดฝนที่โปรยมาจากท้องฟ้าใครก็รู้ว่าเป็นการระเหยของน้ำ ที่อยู่บนพื้นโลก ลอยขึ้นไปบนอากาศจับตัวเป็นก้อนเมฆ พอหนักเข้าก็ลอยลงต่ำไปกระทบกับความเย็น แล้วก็กลั่นตัวตกลงมาเป็นหยาดฝน  แร่เงิน แร่ทอง เพชร พลอย แก้วมณีอันมีค่าต่างๆ ล้วนขุดขึ้น มาจากดินทั้งนั้น แม้เสื้อผ้าอาภรณ์จะไม่ได้มา จากดิน ก็ได้มาจากพืชจากสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับดินทุกอย่าง ในเมื่อองค์พญานาคราช ซึ่งท่านเป็นเสมือนปู่โสมเฝ้าทรัพย์เฝ้าพืนแผ่นดินอยู่ เจ้าไม่ขอกับท่านแล้วเจ้าจะไปขอกับเทพองค์ใด ?   และเป็นการขอที่ไม่จำกับจำนวน  ไม่มีคำว่าละโมบ โลภมากแต่อย่าขอว่า. .สาธุ...ขอให้ข้าฯ ร่ำรวย...เพราะเป็นความหมายที่กว้างมาก มหาเศรษฐีเจ้าของบ่อน้ำมันมีรายได้วันละห้าสิบล้าน ถือว่าธรรมดาไม่รู้สึกอะไรแต่คนขอทานยากไร้ห้าพันบาทก็มากมายมหาศาล แล้ว  เจ้าต้องคุยกับตัวเองดูว่าเจ้าคือใคร? ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างมหาเศรษฐีกับขอทานเจ้าต้องการเท่าใด?   เจ้ามีพลังความเชื่อแค่ไหน?  แต่การขอนั้นต้องมีเหตุ...มีผล ?   ทรัพย์สินมีค่านั้นไม่ใช่จะให้กับใครได้ง่ายๆ มัน ต้องมีกฏเกณฑ์ มีการอธิฐานจิตที่มีเหตุมีผลถูกต้อง ย้ำคิด ย้ำขอ วางแผนการ กะช่วงระยะเวลารู้จักเส้นทางที่จะพาเจ้าไปสู่ความสำเร็จ มุ่งมั่นสู่เป้าหมาย...อันเด่นชัดและแน่นอน แต่ใครบ้างเล่าจะยังคงยึดมั่น ตั้งมั่น ยืนกรานที่จะก้าวเดินเข้าไปถึงเป้าหมายและจะสำเร็จตามเป้าหมายได้โดยที่ไม่ท้อแท้ ท้อถอยและเลิกล้มความตั้งใจลงกลางครรภ์เสียก่อน ถ้าเจ้าตั้งมั่นถือมั่น
    กัด(ใช้ปาก) กอด(ใช้แขนทั้งสองข้าง) และ เกี่ยว(ใช้ขาทั้งสองข้าง)

    เอาตัวเจ้ายึดเหนี่ยวอย่างเหนียวแน่น เข้ากับเป้าหมายนั้นไว้ให้มั่นคง... ทำให้บรรลุเป้าหมายโดยไม่ใส่ใจอะไรทั้งสิ้น..มุ่งหน้าเข้าหาเป้าหมายอย่างเดียว   จงแน่ใจเลยว่าเจ้าจะประสบความสำเร็จแน่นอน แต่ถ้ามัวแต่คิดแต่ฝันไม่ลงมือ ปฏิบัติก็สรุปจบได้ เลยว่า ไม่มีทางสำเร็จหรอก...ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม....
    “ ความปรารถนา..เป็นเพียง ความรู้สึกที่......ว่างเปล่าไร้พลัง ”

         มีแต่ความอยาก...ไม่ลงมือทำอะไรเลยสักอย่างจะรอให้เงินใบละพันเป็นปึก ๆ ตกลงมาจากฟากฟ้าหล่นใส่หัวเจ้านั้นอย่าหวัง…!!!  ชนารันรัตน์ (ชานี)ไม่เคยสนับสนุนให้พนักงานในร้านซื้อหวย มักจะบอกเสมอ ว่างานคือเงิน...เงินคืองานบันดาลสุข จ้าวหล้าฯ(เสียงประหลาดที่มาบอกมาสอน ชนารันรัตน์)มักจะสอนว่า "ชานีเอ๋ย...! การกล่าวอ้างถึงอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์นั้นมันเกิด ประโยชน์อันใดกับมนุษย์บ้าง นอกจาก เสียงเล่าลือฮือฮากันพักเดียวแล้วเรื่องก็เงียบพอเกิดเรื่องอภินิหารเอาไปตีเป็นตัวเลขถูกหวย งวดสองงวดสามงวด...พองวดที่สี่ไม่ถูก....มันก็หาว่าไม่แม่น ไม่ขลัง ไม่ศักดิ์สิทธิ์ก่นด่าดูถูก แม้กระทั่งองค์เทพไท้ฯเปรียบเหมือนข้าเอาปลาปู หอย กุ้ง ไปให้พวกมัน ง่าย ๆ ซึ่งจะให้ตลอดไปก็ไม่ได้เพราะข้าก็ต้องทำการทำงานอย่างอื่นของข้าบ้าง พอข้าวางมือไม่หาไปให้พวกมันมันก็หาว่าข้าไม่ดูไม่แล เจ้าคิดดูชานี...ข้าเอาข้าวปลาอาหารไปให้มัน ๒๙ วันพอวันที่ ๓๐ ข้าติดธุระไม่เอาไปให้มัน  มันก็ก่นด่าข้า แล้วจะสำนึกบุญคุณ ๒๙ วันของข้าหามีไม่...เพราะมันตู่เอาว่าเป็นความผิดของข้าทีละเลยหน้าที่ไม่ดูแลมัน ปล่อยให้มันรอคอยข้างอย่างเดียว จนไม่คิดทำอะไรพอข้าไม่หาให้ มันก็ไม่ได้...ไม่มี...โกรธข้า อีก...จะดีกว่าใหม? ถ้าหากไม่ใส่ใจในกฤษดาภินิหารใดๆ ละเว้นเสียซึ่ง อจินไตย   เพราะอจินไตย คือเรื่องที่ไม่สมควรพูด สมควรคิด แม้ว่าจะอดพูดอดคิดไม่ได้ก็ตาม แต่อย่าไปยึดมั่น ถือมั่น พยายามลืม อจินไตย อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เสียบ้าง แล้วหันมาหาความจริง แทนที่จะให้ปูปลา อาหารมันง่ายๆ ข้าก็จะบอกสอนวิธีให้มันหากันเอง อย่างมงายจนเกินไป ถ้ามันอยากได้ ปู ปลา อาหารก็สอนให้มันสร้างเบ็ดเพื่อตกปลา สานแห ถักอวนสร้างเครื่องมือเพื่อหาอาหารพึ่งพาตัวมันเองได้  สอนมันบอกมันให้มันเชื่อมั่นในตัวของมันเอง ทำความดีเข้าแลกอยากได้อะไรก็ขอปู่พญานาคราช เพราะทรัพย์สินทุกสิ่งทุกอย่าง   ขุดขึ้นมาจากบ้านท่านทั้งนั้น แม้แต่ต้นไม่ใบหญ้าทุกต้นก็เกิดมาจากดิน จึงเอามาทำเป็นเสื้อผ้าอาภรณ์ หรืออย่างอื่นๆ ได้ องค์ปู่พญานาคราช-นาคิณีจะประทานทุกอย่างตามแต่ลูกหลานจะร้องขอ เพราะโอปปะปาติกะเทพนาคราชทุกพระองค์ ท่านอยู่ในปางทานบารมีอยู่แล้ว พร้อมที่จะเมตตาประทานพร แก่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามที่อธิฐานจิตขอใน สิ่งที่ดีงาม ไม่เบียดเบียน เบียดบังผู้อื่นให้ได้รับทุกข์ แต่ผู้ที่ได้รับพรจากพระองค์ท่านจะต้องตอบแทนกลับคืนท่านด้วยการทำความดีนั่นแหละประเสริฐที่สุด การร้องขอ หรือการอธิฐานจิตขอจากองค์จ้าวปู่-จ้าวย่าพญานาคราช-นาคิณีนั้น  ไม่มีคำว่ามากหรือน้อย เพราะช้างก็กินเท่ากับช้างต้องกินหนูก็ต้องกินเท่าที่หนูต้องกิน   มโนคติของแต่ละตัวตนย่อมไม่เสมอกัน แต่จะต้องเป็นไปอย่างสมเหตุสมผลของมันผู้นั้น  และต้องลงแรงตามไปด้วย " ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ โดยไม่มีการจ่ายสิ่งตอบแทนกลับคืน"พวกเจ้าผู้อธิฐานจิตขอ ต้องเป็นทัพหน้าบุกตะลุยไปก่อน แล้วก็จงมั่นใจว่าเจ้าไม่ได้ต่อสู้อยู่ตามลำพังผู้เดียว  เจ้ามีทัพหลวงอันยิ่งใหญ่เกรียงไกร มีพลังมหาศาลคอยหนุนหลังให้เจ้าได้พักพิง พึ่งพา ถ้าหากเจ้าเพียงพล้ำ...จงเชื่อในผลของการตอบแทนที่ว่า เจ้าทำอย่างไร...เจ้าจะได้รับผลตอบแทนเช่นนั้น จำไว้ว่า.."
    ความสนใจ...กับการมุ่งมั่นยืนกราน... นั้นต่างกันมากมายนัก...!!!”

    หลายครั้งที่มนุษย์พูดกับตัวเองว่า "อยากได้นั่น...อยากได้นี่"  แต่จริงๆ แล้วมันเป็นเพียงแค่ความสนใจเล็กๆ น้อยไม่ได้มุ่งมั่นทุ่มเทเต็มตัวไม่มีความแน่วแน่ มุ่มมั่น ยืนกราน ที่จะมีจะดีจะได้อย่างปักหัวใจจริงๆ  แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเจ้ามุ่งมั่นยืนกรานกัดไม่ปล่อยทุ่มเทจนสุดตัวสุดหัวใจไม่มีอะไรเลยที่จะต้านทานพวกเจ้าไว้ได้ ดั่งภาษาพระท่านว่า...
    “เทวา นะ อิสสันติ ปุริสะมะรักกะมันสะ”

    แปลว่าคนที่พากเพียรไม่หยุด...แม้เทวดาก็กีดกันไม่ได้...แต่พวกเจ้าก็ต้องไม่ลืมไปข้อหนึ่งว่า...
    "มหิจินตา มะยาโภคา..."
    แปลว่า...โภคาทรัพย์ มิใช่มีมาด้วยเพียงแค่คิดเอา...ไม่ใช่นอนคิดนอนฝันว่าจะได้อันนั้น...จะมีอันนี้...แล้วได้มาอย่างง่าย ๆ มันต้องมีการวางเป้าหมาย กำหนดระยะทางที่จะก้าวเข้าหาเป้าหมาย...กำหนดระยะเวลา ๓ เดือน ๖ เดือนหรือหนึ่งปี หรือไกลกว่านั้น ต้องรู้จัก แบ่งซอยเป้าหมายเล็ก สำเร็จไปทีละขั้น ซ้อนอยู่ในเป้าหมายใหญ่ มั่นสร้างพลังใจในการก้าวไปข้างหน้าสู่ความสำเร็จ ไม่ล้มเลิกท้อถอยง่ายๆ เจ้าต้องตัดสินใจและรู้ตัวว่าต้องเริ่มต้นที่จุด ไหน มุ่งไปในทางทิศใด เป้าหมายของพวกเจ้าที่แสวงหาคืออะไร? ให้ถามตัวเองก่อน ตกลงกับตัวเองก่อนว่าจะเอาอะไร อยากได้อะไร?แล้วลงมือทำอย่างมีกำหนดกฏเกณฑ์ถือเอาความมีเหตุ..แล้วจึ่งมีผลเป็นสรณะเถิด...


            ปัจฉิมลิขิต...(จากชานี)      รายละเอียดในการตั้งเป้าหมาย ในการอธิฐานจิตอย่างไร ?ให้สำเร็จ สัมฤทธิ์ผลนั้นอยู่ใน "นิทานจ้าวหล้าฯ" ซึ่งท่านจะยกตัวอย่างเหตุการณ์จริงๆ  ในปัจจุบันมากล่าวเปรียบเทียบเป็นอุปมา-อุปมัยให้ฟัง    เข้าใจได้ง่าย ๆ ทำให้เรามีกำลังใจในการพาตัวเอง ให้รอดพ้นจากความยากจน มุมานะที่จะประสบความสำเร็จในทรัพย์สินเงินทอง ดำรงชีวิตอย่างมีเป้าหมาย ไม่ใช่ ปล่อยให้ชีวิตล่องลอยไปอย่างไร้ค่าเหมือนกอสวะในน้ำ   ที่ไหลลอยไปอย่างไร้ทิศทาง...รอเวลาเน่าเปี่อยและเสื่อมสลาย.


    (ออกตัวเล็กน้อย...ชานีเป็นคนพิมพ์บทความทั้งหมดด้วยตัวเองค่ะ... จัดเอง โพสรูปทั้งหมดเอง ไม่มีใครตรวจทาน ก็เลยไม่สวยงามเท่าที่ควร
    แบบมือสมัครเล่น...ถ้าพิมพ์ผิดบ้างถูกบ้างก็ถือเสียว่า...อ่านเอาเนื้อความ แบบคุยกันฉันพี่-น้องก็แล้วกันนะคะ...)